กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลา ในการนำส่งเงินภาษี ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร

  ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 20) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร

ลงวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 (e-Withholding Tax)

 

สรุปประเด็นสำคัญ

• “ธนาคาร” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

• “ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษี” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 52 (แบบ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53) ภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 และมาตรา 70 ทวิ (แบบ ภ.ง.ด.54) และภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 และมาตรา 83/6 (แบบ ภ.พ.36) แห่งประมวลรัษฎากร

• ให้ธนาคารที่มีความประสงค์เป็นผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลและเงินภาษี ยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร เพื่อทำหน้าที่รับเงินภาษีจากผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีแทนกรมสรรพากร

• ให้ธนาคารปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในขั้นตอนการลงทะเบียน และต้องผ่านการประเมินระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งรายการและเงินภาษีจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมสรรพากร

• ธนาคารต้องไม่เคยถูกอธิบดีกรมสรรพากรเพิกถอนการเป็นผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลและเงินภาษีตามประกาศนี้

• ธนาคารที่ได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรอาจกำหนดประเภทของบริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคารทั้งหมดหรือบางส่วนที่ธนาคารให้บริการเพื่อรองรับระบบการนำส่งเงินภาษี โดยต้องจัดให้มีระบบการให้บริการที่สามารถรองรับรายการที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินภาษีจากผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษี ตามท้ายประกาศนี้

• ธนาคารมีหน้าที่แจ้งประเภทของบริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคารที่ให้บริการเพื่อรองรับระบบการนำส่งเงินภาษีต่อกรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร เพื่อการเผยแพร่บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรให้ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ

• ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีอาจเลือกวิธีการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ด้วยวิธี e-Withholding Tax โดยกระทำผ่านธนาคารที่ได้รับอนุมัติพร้อมกับการจ่ายเงินได้พึงประเมิน หรือการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไร หรือการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรก็ได้

• ผู้มีหน้าที่นำส่งจะต้องแจ้งรายการที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินภาษีต่อธนาคารอย่างน้อยดังต่อไปนี้

        - เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษี

        - ชื่อหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงิน

        - ในกรณีภาษีเงินได้ให้ระบุประเภทของเงินได้พึงประเมินและจำนวนเงินได้ที่ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีได้นำส่ง และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี)

        - ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ระบุมูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ

        - จำนวนเงินภาษีที่หักหรือนำส่ง

• ให้ธนาคารซึ่งได้รับเงินภาษีและรายการออกหลักฐานแสดงการรับชำระเงินภาษีให้แก่ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์และสามารถระบุได้ว่าหลักฐานดังกล่าวนั้นธนาคารเป็นผู้ออก โดยต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

      1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษี

      2. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (สำหรับธุรกรรมในประเทศ)

      3. ประเภทของเงินได้พึงประเมิน

      4. จำนวนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)

      5. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี)

      6. หมายเลขอ้างอิง (ธนาคารกำหนดเอง)

      7. ชื่อผู้รับเงินภาษาอังกฤษ (สำหรับเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ)

      8. นามสกุลผู้รับเงินภาษาอังกฤษ (สำหรับเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ)

      9. เพื่อประโยชน์ในการส่งหลักฐานให้ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีแจ้งช่องทางการติดต่อของตนและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ธนาคาร

• ให้หลักฐานแสดงการรับชำระเงินภาษีที่ธนาคารได้ออกให้แก่ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย และให้ยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แก่ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร

• ธนาคารอาจส่งหลักฐานให้แก่ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ผ่าน Short Message Service (SMS) แต่ธนาคารต้องระบุรายการอย่างน้อยตาม 1) 2) 4) สำหรับธุรกรรมในประเทศ หรือ 1) 2) 7) 8) สำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อเป็นหลักฐานที่ส่งให้ผ่านช่องทางดังกล่าว

• ธนาคารต้องนำส่งเงินภาษีพร้อมรายการและรายการเดินบัญชีในรูปแบบ MT940 หรือตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ต่อกรมสรรพากรภายใน 4 วันทำการนับถัดจากวันที่ธนาคารได้รับเงินภาษีและรายการจากผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษี โดยรายการที่ธนาคารต้องนำส่งต่อกรมสรรพากรพร้อมเงินภาษีให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในท้ายประกาศนี้

• ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีพบว่าจำนวนเงินภาษีที่นำส่งแล้วผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไป และทำให้การนำส่งเงินภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร โดยเลือกรายการนำส่งเงินภาษีที่ประสงค์จะทำการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติม โดยระบุจำนวนเงินภาษีที่จะนำส่งเพิ่มเติมและทำการนำส่งเงินภาษีนั้นทั้งจำนวนผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Payment) หรือนำส่งโดยวิธีการพิมพ์ชุดชำระเงิน (Pay In Slip) จากระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร และนำส่งเงินภาษีทั้งจำนวนตามชุดชำระเงิน (Pay In Slip) ณ ธนาคารใดธนาคารหนึ่งซึ่งมีระบบการให้บริการที่รองรับการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติม

• ธนาคารต้องนำส่งเงินภาษีพร้อมรายการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติมและข้อมูล Bill Payment Output file BOT format (256) หรือตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ต่อกรมสรรพากรภายใน 1 วัน นับถัดจากวันที่ธนาคารได้รับเงินภาษีและรายการจากผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษี

• ธนาคารที่ได้รับอนุมัติต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ดังต่อไปนี้

      1. ธนาคารต้องรักษามาตรฐานของระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งรายการและเงินภาษีตลอดเวลาที่ให้บริการนำส่งเงินภาษี และต้องประเมินระบบงานของธนาคารทุกๆ 2 ปี

      2. กรณีที่ธนาคารไม่นำส่งหรือนำส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรไม่ครบถ้วน ธนาคารต้องรับผิดและนำส่งเงินภาษีดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรจนครบถ้วนพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลานำส่งเงินภาษี จนกว่าจะนำส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรครบถ้วน ทั้งนี้ กรมสรรพากรมีสิทธิที่จะเรียกร้องบรรดาค่าเสียหายที่ได้เกิดขึ้นจากการที่ธนาคารไม่นำส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น

     3. กรณีที่ธนาคารไม่นำส่งรายการที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินภาษี หรือรายการเดินบัญชีในรูปแบบ MT940 หรือรายการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติม หรือข้อมูล Bill Payment Output file BOT format (256) ต่อกรมสรรพากร ถือว่าธนาคารไม่นำส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรทั้งจำนวนด้วย ธนาคารต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลานำส่งเงินภาษี โดยคำนวณจากจำนวนเงินภาษีที่ต้องนำส่งสำหรับรายการข้อมูลดังกล่าวนั้นทั้งจำนวนเสมือนมิได้นำส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากร จนกว่าจะนำส่งรายการและข้อมูลดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรครบถ้วน ทั้งนี้ กรมสรรพากรมีสิทธิที่จะเรียกร้องบรรดาค่าเสียหายที่ได้เกิดขึ้นจากการนั้น

      4. กรณีที่ธนาคารไม่นำส่งหรือนำส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรไม่ครบถ้วน หรือไม่นำส่งรายการที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินภาษี หรือรายการนำส่งเงินภาษีเพิ่มเติม หรือรายการเดินบัญชีในรูปแบบ MT940 หรือข้อมูล Bill Payment Output file BOT format (256) หรือข้อมูลตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ต่อกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลาแล้วแต่กรณี หรือดำเนินการอื่นใดอันไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินภาษีตามประกาศนี้ กรมสรรพากรสามารถดำเนินการ ดังต่อไปนี้ เว้นแต่ธนาคารจะพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ซึ่งทำให้ธนาคารไม่สามารถดำเนินการได้

       ก. กรณีที่กรมสรรพากรได้แจ้งเตือนให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน แต่ธนาคารไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ธนาคารต้องถูกระงับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลและเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้อง และกรมสรรพากรจะประกาศรายชื่อของธนาคารที่ถูกระงับการให้บริการไว้บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร rd.go.th

      ข. กรณีที่พ้นกำหนดเวลาที่กรมสรรพากรได้แจ้งให้ธนาคารปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตาม (ก) แล้ว และกรมสรรพากรได้แจ้งเตือนให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องครั้งที่ 2 โดยแจ้งกำหนดเวลาให้ดำเนินการไม่น้อยกว่า ๑๕ วันแล้ว แต่ธนาคารไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ธนาคารต้องถูกเพิกถอนการเป็นผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลและเงินภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรตามประกาศนี้และกรมสรรพากรจะประกาศรายชื่อของธนาคารไว้บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร rd.go.th

• ให้รายการที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินภาษีเป็นส่วนหนึ่งของรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินหรือรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ได้ยื่นไว้แล้วตามมาตรา 58 แห่งประมวลรัษฎากร

• ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีและผู้รับเงินหรือผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการนำส่งเงินภาษี หรือจำนวนเงินภาษีซึ่งตนได้ถูกหักและนำส่งจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร โดยใช้ชื่อผู้ใช้งาน (Username) และรหัสผ่าน (Password) ที่ได้รับจากการลงทะเบียนสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร

ขอบคุณที่มา:

https://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dgg20.pdf

Tag -
source: www.thaicpdathome.com