5 เทรนเทคโนโลยีที่มีผลต่องานบัญชีมากที่สุด

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับวิชาชีพบัญชีในหลายๆ ด้าน และแน่นอนว่าการพัฒนาของเทคโนโลยี คงไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้
 
Andrew Tucker จาก ITonCloud ได้พูดถึง 5 เทรนเทคโนโลยี ที่จะมีบทบาทสำคัญกับงานบัญชีในอนาคตไว้ใน Accountsdaily ลองมาดูกันค่ะ ว่าเทรนเหล่านี้มีอะไรบ้าง
 
1. ระบบคลาวน์ (The cloud)
 
ผู้ทำบัญชีหลายๆ ท่านอาจจะเคยได้สัมผัสการทำงานบน cloud กันบ้างแล้ว ธุรกิจในเมืองไทยปัจจุบันก็มีไม่น้อยที่เลือกใช้ระบบคลาวน์ ข้อดีของระบบคลาวน์นี้จะช่วยให้ธุรกิจขยายการทำงานได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และลดความซับซ้อนของระบบ IT ลง 
 
ในส่วนของงานบัญชี การจัดเก็บเอกสารบนคลาวน์ หรือออกเอกสารต่างๆ บนระบบคลาวน์ ทำให้งานบัญชีไม่จำกัดพื้นที่แค่การทำงานในออฟฟิศเท่านั้น สำนักงานบัญชีที่ใช้ระบบคลาวน์ก็มีข้อดีในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายและดูแลลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในอนาคตเทรนนี้มีแนวโน้มที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ หากใครที่ยังไม่รู้ว่าระบบคลาวน์คืออะไร และใช้งานอย่างไร คงต้องเริ่มศึกษากันบ้างแล้วค่ะ
2. ความปลอดภัยของข้อมูล (Data security)
 
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความลับทางธุรกิจส่วนใหญ่มักจะอยู่ในมือของผู้ทำบัญชี จากการศึกษาของ Ponemon Institute Cost of Data Breach Study ในปี 2018 พบว่าต้นทุนทางธุรกิจที่สูญเสียไปหากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้านั้นมีสูงถึง 3.86 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และจากสถิติพบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลของลูกค้าบนโลกใบนี้โดยเฉลี่ยแล้ว 20 รายต่อวัน 
 
เมื่อลองหันกลับมาดูประเทศไทย เรายังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่ต่อไปคงไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานบัญชีที่มีลูกค้าเยอะๆ ความปลอดภัยของข้อมูลต้องมาลำดับหนึ่ง เพราะในอนาคตลูกค้าคงมองหาสำนักงานบัญชีที่มีระบบเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ อย่างแน่นอนค่ะ
 
3. การบันทึกบัญชีอัตโนมัติ (Automation)
การบันทึกบัญชีอัตโนมัติเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผู้ทำบัญชีในปัจจุบัน เพราะหากธุรกิจมีระบบที่ช่วยเก็บข้อมูลและบันทึกบัญชีโดยอัตโนมัติแล้ว งานหลักๆ ของผู้ทำบัญชีก็จะโดนโอนย้ายไปให้ระบบเหล่านี้ทำงานแทน เพราะโปรแกรมอัตโนมัติเหล่านี้มีประสิทธิภาพกว่าคนและประหยัดต้นทุนได้มากกว่า
 
ในอนาคตการทำงานด้านบัญชีจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ทำบัญชีต้องพยายามผันตัวไปเป็น Consultant หรือผู้ให้คำปรึกษาด้านบัญชี เพื่อสร้างมูลค่าให้กับลูกค้ามากกว่าการนั่งบันทึกรายการเฉยๆ
 
และที่น่ากลัวไปมากกว่านั้น ระบบการบันทึกบัญชีอัตโนมัตินี้จะฉลาดขึ้นเรื่อยๆ หากใช้ผสมผสานกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า AI หรือ Artificial Intelligent เพราะเจ้า AI ตัวนี้จะเรียนรู้ด้วยตัวเองจากข้อมูลที่มีเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ทำให้มันสามารถบันทึกบัญชีได้แม่นยำ ถูกต้องมากยิ่งขึ้น มิหนำซ้ำยังสามารถบอกได้ว่ามีรายการไหนผิดปกติเกิดขึ้นบ้าง อ่านมาจนถึงจุดนี้แล้วคงหนาวกันเป็นแถบๆ ใช่มั้ยล่ะค่ะ
 
4. Optical character recognition (OCR) tools
Optical character recognition หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า OCR (โอซีอาร์) ซึ่งก็คือ การแปลงไฟล์ภาพเอกสาร ให้เป็นไฟล์ข้อความโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถสแกนภาพใบเสร็จรับเงินผ่านทางโทรศัพท์และอัพโหลดภาพนั้นไปยังระบบบัญชี OCR จะสามารถอ่านข้อความโดยอัตโนมัติจากนั้นก็อาจจะบันทึกบัญชีให้ได้ทันที
 
หมดสมัยแล้วกับคำว่า Paperless เพราะเทคโนโลยี OCR นั้นไปได้ไกลกว่า paperless ทำให้รายการทางบัญชีต่างๆ ถูกบันทึกอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการตรวจสอบเอกสารต้นทางก็สามารถทำได้อย่างน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
 
และสุดท้ายคำถามที่ตามมาก็คือ แล้วผู้ทำบัญชีจะไปทำอะไรดี หาก OCR ถูกนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้จริงๆ 
 
5. บล็อกเชน (Blockchain technology)
เทรนสุดท้าย “Blockchain technology” เทรนตัวนี้ในความเห็นของเราคิดว่าน่ากลัวที่สุดสำหรับผู้ทำบัญชีเลยค่ะ หากใครยังไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เราจะอธิบายให้ฟังว่ามันคืออะไร
 
Blockchain ก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม หรือไม่ต้องผ่านคนกลาง ภายใต้แนวคิดที่ว่าการทำธุรกรรมการเงินที่ไม่ต้องผ่านคนกลางนั้นจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เช่น โอนเงินจ่ายจากบริษัท A ไป B โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร เป็นต้น
 
การใช้ Blockchain นั้นจะทำให้การทำธุรกิจออนไลน์ต่างๆเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นและที่สำคัญมีผลต่อวิชาชีพบัญชีมากยิ่งขึ้นเช่นกัน เพราะเทคโนโลยีนี้จะทำให้ร้านค้าธุรกิจต่างๆ สามารถแชร์ข้อมูลกันแบบเป็นห่วงโซ่ 
 
ผลกระทบที่ตามมาคือ ปัจจุบันธุรกิจพวกนี้อาจจะทำบัญชีแยกองค์กรกันและกระทบยอดรายการต่างๆภายในด้วยตนเอง แต่เมื่อมีการใช้ Blockchain ในอนาคต รายการทางบัญชีต่างๆ จะถูกบันทึกพร้อมกันระหว่างคู่ค้าทั้งสองฝ่าย เพราะพวกเขาสามารถแชร์ฐานข้อมูลบัญชีแยกประเภทกันได้ เช่น บริษัทบันทึกรายการขาย และบริษัท B บันทึกรายการซื้อสินค้า  โดยสินค้าคงเหลือก็จะถูกโอนย้ายด้วยปริมาณที่เท่ากันจาก A ไป B 
 
เห็นมั้ยล่ะคะ พอทำความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี Blockchain แล้ว มองถึงอนาคตของผู้ทำบัญชีก็เริ่มจะสั่นคลอนขึ้นมาทันที เพราะเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดความผิดพลาดจากการบันทึกบัญชีโดยคนได้ รวมทั้งปิดช่องโหว่เรื่องการทุจริตได้เช่นกัน ในทางกลับกัน เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ผู้สอบบัญชีชอบ เพราะว่าไม่ต้องส่ง confirmation ยืนยันยอดระหว่างกันทั้งหลายแหล่ให้ยุ่งยาก ส่วนพี่ๆ สรรพากรก็คงจะเป็นปลื้มกับเทคโนโลยีนี้สุดๆ เพราะรายการดูเหมือนจะมีการ tracking ที่ชัดเจน สืบสาวราวเรื่องได้ง่ายกว่ารายการจำพวกเงินสดเป็นไหนๆ ใช่มั้ยล่ะคะ
 
โดยสรุปแล้ว ถึงแม้ Disruptive technology ในเชิงวิชาชีพบัญชีอาจจะดูไม่หวือหวาเท่ากับการ disrupt ในอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ 5 เทรนนี้ก็น่าสนใจมากๆ เลยทีเดียวกับอนาคตของวงการบัญชี ที่ต้องยอมรับว่าคงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ว่าแล้วก็อย่าลืมหาความรู้พัฒนาตัวเองกันบ้างนะคะ
 
และถ้าหากไม่มีเวลาเดินทาง ลองดูคอร์สอบรมออนไลน์ที่นี่  ไว้เป็นอีกทางเลือกนึงก็น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านค่ะ
 
 
ขอบคุณที่มา:

source: www.thaicpdathome.com

5.0 จาก 5

การให้คะแนน 2 ครั้ง